RocketTheme Joomla Templates
     

banner

ข่าวผู้บริโภค


ผู้บริโภคปลดแอกแบงก์มัดมือค่ากดATM PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย bovyman   
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 14:10 น.

มูลนิธิผู้บริโภคเผยธนาคารโขกค่าธรรมเนียมใช้ตู้เอทีเอ็มแบบมัดมือชก ผลักภาระให้ประชาชนแบกรับแทน เตรียมนัดแบงก์ชาติ ตัวแทนธนาคารพาณิชย์ และ สคบ.หาแนวทางคุ้มครองเนื่องในวันสิทธิผู้บริโภคสากล แฉธนาคารสาขาสมุทรสาครดอดตั้งตู้ในกรุงเทพฯ มีลูกค้าเสียค่าธรรมเนียมถอนเงินข้ามจังหวัด 20 บาทโดยไม่รู้เรื่องเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนได้รับความไม่เป็นธรรมจากการใช้บริการตู้เอทีเอ็มธนาคารหลายแห่ง ซึ่งมุ่งหารายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมรายการถอนเงินสดและถามยอดเงินบัญชี ทั้งกรณีใช้บัตรเอทีเอ็มกับธนาคารเดียวกันและต่างธนาคาร ที่ผ่านมามีเสียงร้องเรียนว่าถูกธนาคารเอารัดเอาเปรียบสารพัดรูปแบบ แต่กลับไม่มีการปรับปรุงแก้ไขการเก็บค่าธรรมเนียมให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ ใช้บริการเอทีเอ็มอย่างเป็นรูปธรรม และปล่อยเป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงขณะนี้

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบการร้องเรียนผู้ใช้ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งมีประชาชนนำข้อมูลมาเปิดเผยทางเว็บไซต์พันทิปดอทคอมกันอย่างแพร่หลาย ล่าสุดมีผู้ใช้นามว่า "อ้วนเอย" ตั้งหัวข้อ "กดเอทีเอ็มต้องระวังค่าธรรมเนียม" โพสต์ข้อความวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เล่าว่า ได้ใช้ตู้เอทีเอ็มที่ปั๊มแก๊สแห่งหนึ่งริมถนนพระราม 2 อยู่ในพื้นที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ โดยนำบัตรเอทีเอ็มถอนเงินต่างธนาคารเป็นครั้งแรกของเดือน ซึ่งตามกฎสามารถถอนเงินต่างธนาคารในจังหวัดเดียวกันได้ 4 ครั้งต่อเดือนโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

แต่ปรากฏว่าถูกหักเงิน 20 บาท เมื่อติดต่อสอบถามไปยังธนาคารเจ้าของตู้เอทีเอ็ม จึงรับทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นการถอนเงินต่างธนาคารข้ามเขต แม้ผู้ใช้บริการจะกดเงินอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เป็นตู้ที่ขึ้นกับธนาคารสาขาเพชรเกษม 91 จังหวัดสมุทรสาคร นำมาติดตั้งไว้ ดังนั้นจึงมีค่าบริการถอนเงินข้ามจังหวัด 20 บาท เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าให้ทำหนังสือร้องขอเงินคืน พร้อมกับยอมรับว่ามีคนร้องเรียนเป็นจำนวนมากด้วย แต่ผู้บริหารไม่ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีธนาคารสาขาจังหวัดสมุทรสาครนำตู้เอทีเอ็มไปติดตั้งในพื้นที่ชาน เมืองกรุงเทพฯ แล้วคิดค่าบริการถอนเงิน 20 บาทนั้น ถือเป็นการฉ้อโกงโดยเจตนา ธนาคารตั้งใจเอาเปรียบประชาชนอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นมูลนิธิจะรวบรวมข้อมูลที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ตู้เอทีเอ็ม ทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม เช่น ถอนเงินธนาคารเดียวกันในเขตเดียวกันควรจะให้สิทธิผู้บริโภคโดยไม่เสียค่า ธรรมเนียมใดๆ แต่ก็มีกำหนดเก็บค่าธรรมเนียมหากถอนเงินหลายครั้ง แม้จะเป็นเงินจำนวนน้อยเริ่มตั้งแต่ 5-20 บาท แต่เมื่อคิดรวมเงินทั้งหมดที่ได้จากผู้ใช้ตู้เอทีเอ็มแล้วนับว่ามีจำนวน มหาศาล และเป็นช่องทางหาผลกำไรที่เอาเปรียบผู้บริโภคอย่างยิ่ง

"โดยปกติผู้ใช้บัตรเอทีเอ็มต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาทอยู่แล้ว ก็ไม่ควรตั้งเพดานการถอนเงินหรือถามยอดบัญชีเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม อีกทั้งยังเห็นว่าเป็นเงินที่สูงมาก เพราะบางคนมีเงินอยู่ในบัญชีไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น แต่ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระแทนธนาคาร จึงอยากเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแลด้วย อย่าปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์มัดมือชกผู้ใช้เอทีเอ็ม" น.ส.สารีกล่าว

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอกอีกว่า ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกธนาคารพาณิชย์เอา เปรียบ อ้างว่าเป็นเรื่องของกลไกตลาด แต่ไม่มีกระบวนการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมทั้งการเปิดช่องให้ธนาคารสามารถหารายได้มากกว่าเดิม ทั้งทำบัตรเครดิต ขายประกัน ขายกองทุนรวมหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ตลอดจนค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ธนาคารกำหนดได้อิสระโดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริงกับค่าบริการที่เรียก เก็บจากลูกค้า

"การที่ธนาคารอ้างเรื่องต้นทุนสูงทำให้ต้องเก็บค่าธรรมเนียมแพงนั้น แสดงว่าธนาคารมีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และมุ่งหากำไรเกินกว่าที่ควรจะเป็น การแก้ปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรมมีหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะต้อง แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ดังนั้นจะมีการจัดทำรายละเอียดถึงแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านการเงินการ ธนาคาร เพื่อนำเสนอต่อเวทีประชุมวิชาการในวันสิทธิผู้บริโภคสากล วันที่ 15 มีนาคม 2555 ซึ่งจะมีการนัดหารือร่วมกันระหว่างแบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง ตัวแทนธนาคารพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อกำหนดกฎกติกาที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อไป" น.ส.สารีกล่าวสรุป.

ที่มา : www.consumerthai.org วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2012

 
ลุ้น"วินโดวส์โฟน"คว่ำ"ไอโฟน" PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2011 เวลา 09:28 น.

การสำรวจล่าสุดพบ ปี 2015 จะเป็นปีที่สัดส่วนระบบปฏิบัติการในตลาดโทรศัพท์มือถือเกิดการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ โดยแอนดรอยด์มีแววคว้าอันดับ 1 ในตลาดตามคาด แต่ที่พลิกล็อกคือวินโดวส์โฟนเซเว่นของไมโครซอฟท์ถูกคาดหมายว่าจะสามารถผงาด เป็นอันดับ 2 แซงหน้าไอโฟนได้ในตลาดโลก ส่งให้ระบบปฏิบัติการไอโอเอสซึ่งใช้ในไอโฟนกลายเป็นแพลตฟอร์มเบอร์ 3 โดยปริยาย

เหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทวิจัยไอดีซี (International Data Corp.) มั่นใจว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (Windows Phone) จะกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกใช้งานในโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลายในช่วง 4 ปีข้างหน้าคือความร่วมมือระหว่าง ไมโครซอฟท์และโนเกีย ซึ่งรายหลังประกาศพร้อมติดตั้งวินโดวส์โฟนลงในโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ของโน เกีย (เมนสตรีม) จากเดิมซึ่งใช้ซิมเบียน (Symbian) มาตลอด

ล่าสุด ไอดีซีคาดว่า 45% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกจะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ในปี 2015 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนราว 40% ในปัจจุบัน ทำให้แอนดรอยด์กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์มือถือที่ได้รับความนิยม สูงสุด สำหรับวินโดวส์โฟน ไอดีซีเชื่อว่าสัดส่วนการใช้งานจะเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 21% สวนทางกับไอโฟนซึ่งไอดีซีเชื่อว่าจะมีสัดส่วนตลาดคงที่คาดว่าจะครองอันดับ 3 ด้วยสัดส่วน 15.3%

Ramon Llamas นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายแนวโน้มและเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ของไอดีซี กล่าวว่านับจากปีนี้เป็นต้นไป ผู้ผลิตอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จะเร่งพัฒนาสินค้าเต็มกำลังเพื่อดึง ตลาดผู้ใช้สมาร์ทโฟนรายใหม่ ทำให้แอนดรอยด์มีแนวโน้มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ของโนเกียและความแปลกใหม่เรื่องความสามารถของ วินโดวส์โฟน ก็ส่งเสริมให้วินโดวส์โฟนมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ ทั้งหมดนี้สวนทางกับไอโฟนและแบล็กเบอร์รีที่ได้รับความกดดันจากคู่แข่งรอบ ด้าน โดยไอดีซีมองว่าแบล็กเบอร์รีจะมีสัดส่วนตลาดลดลงเหลือ 13.7% ขณะที่ระบบปฏิบัติการอื่นๆ จะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.6%

สำหรับซิมเบียน ไอดีซีคาดว่าปี 2015 อดีตระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่ของโนเกียจะมีสัดส่วนการใช้งานเพียง 0.2% เท่านั้นในตลาดสมาร์ทโฟน น้อยกว่าส่วนตลาดระบบปฏิบัติการอื่นๆ ถึง 23 เท่าตัว จุดนี้เป็นเพราะแนวโน้มการพัฒนาระบบปฏิบัติการเองของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะโมโตโรลาซึ่งมีข่าวลือว่ากำลังพัฒนาโอเอสของตัวเองแล้วในขณะนี้

ปัจจุบัน แอนดรอยด์มีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนราว 39.5% รองลงมาคือซิมเบียน 20.9% อันดับ 3 คือไอโอเอส 15.7% อันดับ 4 คือแบล็กเบอร์รี (BlackBerry) 14.9% รั้งท้ายด้วยวินโดวส์โฟนเซเว่นและวินโดวส์โมบายล์ (Windows Mobile) 5.5% โดยระบบปฏิบัติการอื่นๆเช่น webOS ของเอชพีและ Linux นั้นกินส่วนแบ่งราว 3.5%

จุดนี้ นักวิจัยไอดีซีชี้ว่าความเปลี่ยนแปลงเรื่องสัดส่วนตลาดระบบปฏิบัติการสมาร์ท โฟนจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ดีคือส่วนแบ่งตลาดของวินดวส์โฟนปัจจุบันที่ทำได้ 5.5% นั้นแสดงให้เห็นว่าไม่เพียงสมาร์ทโฟน WP7 แต่สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 5.x และ 6.x ล้วนยังสามารถจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ในระดับองค์กรได้อยู่ เนื่องจากสมาร์ทโฟนวินโดวส์โฟนเซเว่นนั้นเพิ่งเปิดตลาดได้เมื่อครึ่งปีที่ ผ่านมา

สำหรับปัจจัยผันแปรอื่นๆ ไอดีซีมองว่าความล่าช้าของการพัฒนาระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่จะทำให้การ เปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งตลาดแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเกิดขึ้นช้าลง ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้นว่ากูเกิล ไมโครซอฟท์ แอปเปิล รวมถึงผู้เล่นรายอื่นจะสามารถชิงไหวพริบแย่งตลาดได้ช้าเร็วเท่าใด

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์,www.manager.co.th

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2011 เวลา 09:46 น.
 
กสทเปิดตัวโครงข่าย 3G+ ตั้งเป้าลูกค้าปีนี้ 3ล้านราย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย smallville   
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2011 เวลา 09:24 น.

กสท เปิดตัวบริการโครงข่ายมือถือ 3G ภายใต้ชื่อ "3G+" เริ่มทดลองให้บริการเม.ย.นี้ 500 สถานีฐาน ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ต้นพ.ค. ตั้งเป้าลูกค้ารวมกสทกับพันธมิตรทรูมูฟ สิ้นปีนี้ 3 ล้านราย

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กสท ในฐานะผู้ขายส่งบริการ (โฮลเซลส์) จะเปิดทดลองให้บริการโครงข่ายมือถือระบบ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA ภายใต้ชื่อ 3G+ ในเดือนเม.ย.นี้ ด้วยความเร็วสูงสุด 21 เมกะบิตต่อวินาที ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับเรียลมูฟในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ขายต่อบริการ (รีเซลเลอร์) ของ กสท เพื่อช่วยกันทำตลาดให้เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการความเร็วในการสื่อสารข้อมูล

โครงข่าย 3G+ จะให้บริการด้วยความเร็วเริ่มต้นที่ 16 เมกะบิตต่อวินาที สูงสุดถึง 21 เมกะบิตต่อวินาทีในช่วงแรก และ กสท มีแผนจะพัฒนาศักยภาพการให้บริการบนโครงข่าย 3G+ ให้มีความเร็วได้ถึง 24 เมกะบิตต่อวินาที เมื่อมีการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

สำหรับการทดลองให้บริการ 3G+ จะเริ่มในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก่อนจำนวน 500 สถานีฐาน จากนั้นประมาณเดือนส.ค.นี้จะขยายพื้นที่การให้บริการไปในส่วนกลาง 52 จังหวัด จำนวน 3,000 สถานีฐาน และขยายพื้นที่การให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีนี้

"ช่วงที่เราทดลองให้บริการจะใช้ชื่อโครงข่ายว่า 3G+ ส่วนแบรนด์ในการทำตลาดจะเป็นชื่ออะไรคาดว่าจะสรุปได้ภายในหนึ่งถึงสองเดือน นี้"

หลังจากการทดลองให้บริการใช้ฟรี 1 เดือน กสท มีแผนที่จะจัดรายการส่งเสริมการขายโดยการนำแผนงานของต่างประเทศที่เปลี่ยน การให้บริการจากเทคโนโลยีจาก CDMA เป็น HSPA มาปรับใช้ในการทำตลาดที่ประเทศไทย เช่น เรื่องการให้ฟรีค่าแอร์ไทม์ หรือขายเครื่องลูกข่ายในราคาพิเศษ

นายจิรายุทธกล่าวว่า การทำ ตลาดในส่วนของ กสท จะโฟกัสไปที่กลุ่มองค์กรที่เป็นแบบรายเดือน หรือโพสต์เพด เพราะมีรายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนดีกว่าการทำตลาดแบบเติมเงิน หรือพรีเพด อย่างการให้บริการ CDMA ในช่วงที่ผ่านมา โพสต์เพดมีรายได้ต่อเลขหมายอยู่ที่ 400-500 บาท ขณะที่พรีเพดมีประมาณ 100 บาท

สำหรับการให้บริการ 3G ในส่วนที่ กสท ทำตลาดเองภายใน 2-3 ปีคาดว่าจะมีฐานลูกค้าประมาณ 1 ล้านราย ส่วนการให้บริการดังกล่าวโดยรวมภายในปีนี้คาดว่าจะมีฐานลูกค้าทั้งในส่วนที่ กสท ทำตลาด และกลุ่มทรูทำตลาดรวมกันอยู่ที่ 3-5 ล้านราย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์,www.manager.co.th

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2011 เวลา 09:27 น.
 
ทรูเพิ่มทุนหมื่นล้านลุย 3G PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย smallville   
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2011 เวลา 09:20 น.

ทรู ประกาศแผนเพิ่มทุน 1.31 หมื่นล้านบาท จากหุ้นคงเหลือที่ยังไม่ได้จัดสรร 6,727,436,752 หุ้น มั่นใจเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินสู่การลงทุนให้บริการ 3G ร่วมกับ กสท และหักชำระหนี้บางส่วน คาดเริ่มเปิดบริการมือถือ TrueMove H สู่ตลาดแมสประมาณไตรมาส 3

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การ ประกาศเพิ่มทุนครั้งนี้จุดประสงค์หลักเพื่อหาเงินทุนมาเพิ่มสภาพคล่องให้กับ การลงทุนโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G ภายใต้แบรนด์ "TrueMove H" ที่ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคมในการให้บริการ รวมทั้งเงินจากการเพิ่มทุนบางส่วนจะถูกนำมาลดภาระหนี้ด้วย

"ทรูมองว่าการเพิ่มทุนสามารถทำได้หลายวิธี แต่ที่เลือกการขายหุ้นเพิ่มทุน จะช่วยปรับโครงสร้างให้มีความแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทรูก็มีแผนสำรองเตรียมไว้ในกรณีที่ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ตามที่ต้องการ เช่น การเปิดขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่ หรือหาพาร์ตเนอร์มาร่วมทุนด้วย"

โดยก่อนหน้าการเพิ่มทุนครั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ทางผู้ถือหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้มีการลงมติอนุมัติแผนเพิ่มทุน โดยการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Offering) จำนวน 19,500 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 1.95 บาท รวมทั้งหมด 10,000 ล้านหุ้น ซึ่งการเพิ่มทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ถือหุ้นจองซื้อทั้งหมด 3,272,563,248 หุ้น คิดเป็นวงเงินประมาณ 6,832 ล้านบาท หรือคิดเป็น 32.73% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

ส่งผลให้มีมติขายหุ้นที่เหลืออยู่จำนวน 6,727,436,752 หุ้น แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวในวันที่ 11 เมษายน 2554 ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิม : 0.865 หุ้นใหม่ ในราคาเดิมที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้า ในกรณีที่มีหุ้นเหลือจากการจัดสรรตามสัดส่วนในรอบแรกแล้ว จะจัดสรรหุ้นส่วนที่เหลือแก่ผู้ถือหุ้นที่แสดงความจำนงจองซื้อเกินสัดส่วน แต่ไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนหุ้น โดยเปิดให้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2554

นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการเงิน ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การระดมทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นมองว่าปัจจุบันกลุ่มทรู มีโครงสร้างหนี้เป็นจำนวนมาก จึงเล็งเห็นว่าควรมีการปรับเพิ่มทุนเพื่อนำมาลงทุน และปรับลดโครงสร้างหนี้

"การที่กลุ่มทรู ปลดล็อกปัญหาเรื่องระยะเวลาสัมปทานโทรศัพท์มือถือที่จะหมดลงในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วยการเข้าร่วมให้บริการโทรศัพท์มือถือบนเครือข่าย 3G กับ กสท แล้ว จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อนำมาลงทุนในบริการดังกล่าวให้มีความคล่อง ตัวมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลถึงโครงสร้างหนี้เดิมที่อาจส่งผลให้ไม่สามารถลงทุนได้ตามที่ กำหนด'

ปัจจุบัน กลุ่มทรูมีเงินกู้ทั้งหมดราว 67,000 ล้านบาท ต้องชำระคืนในปีนี้ประมาณ 5,700 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มทรูสามารถใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินการคืนได้อยู่แล้ว แต่ถ้ามีการเพิ่มทุนและหักลบส่วนที่นำไปลงทุนแล้วก็สามารถนำมาหักลดหนี้ส่วน ดังกล่าวเพิ่มเติมได้

"ถ้าเราระดมทุนได้ครบ 13,100 ล้านบาท ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาเงินกู้เพิ่มเพื่อมาลงทุนในการให้บริการโครงข่าย 3G ที่มีมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ และยังมีเงินส่วนที่เหลือสำหรับไปหักกลบลบหนี้เดิมได้"

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์,www.manager.co.th

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2011 เวลา 09:23 น.
 
3BB ฟ้อง TT&T ศึกนี้ไร้ผู้ชนะ(Cyber Weekend) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย smallville   
วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2011 เวลา 09:12 น.

โบราณว่าสงครามไม่เคยปราณีใคร กรณีพิพาทในวงการให้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างคนเคยรัก "ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (3BB)" และ "ทีทีแอนด์ที (TT&T)" ก็ไม่มีใครได้รับความปราณีเช่นกัน วันนี้ลูกค้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 3BB ก็ยังฝังใจกับคำว่าถูกลอยแพในกว่า 20 จังหวัดทั่วไทย ขณะที่ 3BB ก็มีแผลเหวอหวะจากการสูญเสียลูกค้ามากกว่า 150,000 รายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน พร้อมกับ TT&T ที่มีแววหมดตัวต้องควักกระเป๋าจ่าย 3BB เป็นเงินสูงถึง 2,000 ล้านบาทเพราะ 3BB ประกาศเตรียมพร้อมฟ้องเรียกค่าเสียหายแล้วในขณะนี้

จุดเริ่มต้นของบทสรุปแสน "อนาถ" นี้มาจากความไม่ลงรอยกันเองของ 3BB และ TT&T ก่อนหน้านี้ การให้บริการอินเทอร์เน็ตในต่างจังหวัดของ 3BB เป็นการทำสัญญาใช้บริการวงจรเช่าจาก TT&T แต่เมื่อ TT&T ประสบปัญหาทางการเงิน และมีการตั้งบริษัทเอกชนเข้ามาทำแผนฟื้นฟูกิจการ การเข้าไปใช้สิทธิของ 3BB ในการใช้วงจรเช่าตามสัญญาจึงมีผลกระทบ เช่น มีการเปลี่ยนกุญแจล็อคชุมสายทำให้ 3BB ไม่สามารถให้บริการได้ การสร้างเงื่อนไขการเข้าพื้นที่ชุมสายและมีเหตุรุนแรงถึงขั้นฟ้องร้องกันกับ พนักงาน

ทั้งหมดนี้ทำให้ 3BB ไม่อาจใช้วงจรเช่าในพื้นที่ชุมสายของ TT&T เพื่อให้บริการกับลูกค้าได้ตามปกติ

3BB ระบุว่าได้ดำเนินการแก้ปัญหามาตั้งแต่ปี 2552-2553 ก่อนจะตัดสินใจลดการใช้งานวงจรเช่าของ TT&T จากที่เคยใช้งานอยู่ 320,278 วงจร เหลืออยู่เพียง 12,333 วงจรเท่านั้น โดยมีแผนลดจำนวนวงจรเช่าจนเหลือ 0 ภายในระยะเวลาไม่นานนี้

ผลคือผู้บริโภคต้องรับกรรม จากบาปที่ไม่ได้ก่อ ลูกค้า 3BB ออกมารวมตัวร้องเรียนปัญหา"ถูกลอยแพ"ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะถูกตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า เมื่อสอบถามก็ได้รับแจ้งว่า บริษัทฯ ยุติการให้บริการแล้ว ผู้ได้รับความเดือดร้อนคือผู้ที่ต้องทำธุรกิจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต และประชาชนทั่วไปในพื้นที่มากกว่า 20 จังหวัด

แน่นอนว่าการยกเลิกให้บริการโดยพลการของ 3BB ถือเป็นการยกเลิกสัญญาที่ผิดกฎหมาย สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) จึงออกมาเรียกร้องให้ผู้บริโภครวมตัวเพื่อกดดันให้ 3BB หาทางดิ้นรนให้บริการต่อ ก่อนที่ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวทั้งผู้บริโภคที่ร้องเรียน และผู้บริโภคที่ไม่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนแต่อยู่ในสภาพเดียวกัน

โดยมีมติให้ TT&T ระงับการรื้อถอนคู่สายหรือการหยุดการให้บริการ ทำให้ 3BB จึงยังคงมีสิทธิ์ใช้โครงข่าย TT&T เพื่อให้บริการต่อไปก่อนตามสัญญาเดิม

แม้จะให้บริการได้อย่างเดิม แต่วิบากกรรมที่ 3BB ได้รับเต็มๆ คือการสูญเสียลูกค้าไปประมาณ 150,000 รายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 54 ขณะ เดียวกัน 3BB ก็ได้รับภาพแง่ลบในฐานะ"คนไร้ความรับผิดชอบ"แบบปฏิเสธไม่ได้ เพราะท่ามกลางปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการจำนวนมากจากการถูก 3BB เลิกให้บริการ แต่ 3BB ยังคงมีการเผยแพร่สื่อโฆษณาเกี่ยวกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ ทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ ไม่มีการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับผู้บริโภคว่าพื้นที่ไหนเปิดให้บริการ พื้นที่ไหนจะยุติบริการ

3BB จึงถูกมองว่ากำลังใช้กลยุทธ์เหมือนที่เคยทำมาในอดีตคือโฆษณาไปก่อน จากนั้นก็เก็บทั้งค่าติดตั้งและเก็บค่าบริการล่วงหน้า แต่พอพื้นที่ไหนไม่คุ้มก็ไม่ขยายโครงข่าย แล้วจึงเรียกลูกค้าไปรับเงินคืน ทั้งหมดนี้ถือเป็นการกระทำที่ไม่ใช่สุภาพบุรุษและแสนจะไม่เป็นธรรมกับผู้ บริโภค

แม้ 3BB จะรู้ดีว่าความเชื่อมั่นในใจผู้บริโภคย่อมไม่กลับมาใน 3 วัน 7 วัน แต่บริษัทก็ยืนยันว่าได้พยายามดำเนินการแก้ไขจนทำให้พนักงานของ 3BB กว่า 60 คนถูกแจ้งข้อหาบุกรุก รวมทั้งยังมีการโอนลูกค้าให้ไปใช้บริการกับคู่แข่งอย่างทีโอทีแทนแล้ว และบางพื้นที่ 3BB ก็ลงทุนดำเนินการลากสายตรงไปให้บริการด้วยตัวเอง แทนที่จะใช้เครือข่ายของ TT&T ตามปกติ ทั้งหมดนี้ 3BB เชื่อว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า จะมีผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ 3BB ถึง 2 ล้านรายในประเทศไทย

ขณะนี้ 3BB มีคดีความกับ TT&T ราว 100 คดีทั้งแพ่งและอาญา ล่าสุด 3BB ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาทจาก TT&T ฐานทำให้สูญเสียลูกค้าประมาณ 150,000 ราย ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลของ 3BB ที่หายวับไปกับตา

แน่นอนว่า TT&T ก็ได้รับผลเสียจากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเช่นกัน นั่นคือมีโอกาสสูญเงินเพราะการฟ้องร้อง ซึ่งแม้จะพยายามชี้แจงด้วยความหวั่นใจที่อาจถูกเข้าใจผิดว่า TT&T เป็นผู้ตัดสัญญาณ แต่คำแก้ตัวก็ไม่ได้ทำให้ TT&T ดูดีขึ้น

TT&T นั้นชี้แจงว่าไม่ได้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จึงไม่สามารถตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือกระทำการสิ่งใดๆได้ โดยอ้างว่าจากการตรวจสอบกับผู้ใช้ที่ร้องเรียน สัญญาณโทรศัพท์บ้านยังสามารถใช้งานได้ดี โดยบอกว่าเป็นหน้าที่ของ "บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต" ที่ต้องรับผิดชอบและไปต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อย

"TT&T มีโครงข่ายที่ทันสมัยครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ เปรียบเสมือนถนนสายหนึ่งที่ระบบสัญญาณต่างๆ สามารถวิ่งผ่านโครงข่ายนี้ได้ แต่ผู้ควบคุมสัญญาณจะอยู่ที่ผู้ให้บริการนั้นๆ ดังนั้นผู้ควบคุมสัญญาณอินเทอร์เน็ตจึงไม่ใช่ TT&T"

แต่ TT&T ไม่ได้พูดถึงอุปสรรคที่ทำให้ 3BB ไม่สามารถใช้โครงข่ายของ TT&T ได้ตามปกติแม้แต่น้อย มีเพียงการให้ข้อมูลว่าได้รับร้องเรียนจากลูกค้าใน 38 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี กาฬสินธุ์ พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลำปาง น่าน เชียงใหม่ ลำพูน ชุมพร ระนอง สงขลา กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้วโดยเฉพาะที่จังหวัด นครปฐม พะเยา เชียงราย กาญจนบุรี มหาสารคาม เลย อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน และพังงา แถมแนะนำให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่ประสบปัญหา สามารถทำเรื่องร้องเรียนกับสบท. หรือมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมถึงสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยตรง ไม่ต้องผ่าน TT&T

ถึงบรรทัดนี้ผู้บริโภคหลายคนฟังแล้วงง แม้จะเข้าใจแจ่มแจ้งว่า"การถูกลอยแพ"มันเป็นอย่างนี้่นี่เอง

เพราะในช่วงแรก (ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 54) ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครออกมารับผิดชอบกรณีที่เกิดขึ้น 3BB ประกาศจุดยืนป้ายความผิดให้ TT&T ชัดเจน ขณะที่ TT&T ก็โบ้ยให้ไปยื่นเรื่องกับสบท. แต่บอร์ดกสทช.กลับระบุว่ายังไม่สามารถนำกรณีลูกค้า 3BB ถูกลอยแพเข้าที่ประชุมบอร์ดได้เพราะ สบท.ยังไม่ออกประกาศคุ้มครอง และต้องรอการยืนยันอำนาจหน้าที่หลังมีพ.ร.บ. กสทช. ด้วยซ้ำ ผ่านไป 5 วัน กสทช. จึงมีคำสั่งเยียวยาผู้บริโภค 3BB ในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร ทุกคนที่เกี่ยวข้องคงรู้ดี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์, www.manager.co.th

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2011 เวลา 09:16 น.
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 41

ข่าวสารทั่วไป

ผู้บริโภคปลดแอกแบงก์มัดมือค่ากดATM

มูลนิธิผู้บริโภคเผยธนาคารโขกค่าธรรมเนียมใช้ตู้เอทีเอ็มแบบมัดมือชก ผลักภาระให้ประชาชนแบกรับแทน เตรียมนัดแบงก์ชาติ ตัวแทนธนาคารพาณิชย์ และ สคบ.หาแนวทางคุ้มครองเนื่องในวันสิทธิผู้บริโภคสากล แฉธนาคารสาขาสมุทรสาครดอดตั้งตู้ในกรุงเทพฯ มีลูกค้าเสียค่าธรรมเนียมถอนเงินข้ามจังหวัด 20 บาทโดยไม่รู้เรื่องเพียบ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนได้รับความไม่เป็นธรรมจากการใช้บริการตู้เอทีเอ็มธนาคารหลายแห่ง ซึ่งมุ่งหารายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมรายการถอนเงินสดและถามยอดเงินบัญชี ทั้งกรณีใช้บัตรเอทีเอ็มกับธนาคารเดียวกันและต่างธนาคาร ที่ผ่านมามีเสียงร้องเรียนว่าถูกธนาคารเอารัดเอาเปรียบสารพัดรูปแบบ แต่กลับไม่มีการปรับปรุงแก้ไขการเก็บค่าธรรมเนียมให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ ใช้บริการเอทีเอ็มอย่างเป็นรูปธรรม และปล่อยเป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงขณะนี้ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบการร้องเรียนผู้ใช้ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งมีประชาชนนำข้อมูลมาเปิดเผยทางเว็บไซต์พันทิปดอทคอมกันอย่างแพร่หลาย ล่าสุดมีผู้ใช้นามว่า "อ้วนเอย" ตั้งหัวข้อ "กดเอทีเอ็มต้องระวังค่าธรรมเนียม" โพสต์ข้อความวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เล่าว่า ได้ใช้ตู้เอทีเอ็มที่ปั๊มแก๊สแห่งหนึ่งริมถนนพระราม 2 ...

Latest | bovyman | พุธ, 15 กุมภาพันธ์ 2012

อ่านต่อ

ลุ้น"วินโดวส์โฟน"คว่ำ"ไอโฟน"

News image

การสำรวจล่าสุดพบ ปี 2015 จะเป็นปีที่สัดส่วนระบบปฏิบัติการในตลาดโทรศัพท์มือถือเกิดการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ โดยแอนดรอยด์มีแววคว้าอันดับ 1 ในตลาดตามคาด แต่ที่พลิกล็อกคือวินโดวส์โฟนเซเว่นของไมโครซอฟท์ถูกคาดหมายว่าจะสามารถผงาด เป็นอันดับ 2 แซงหน้าไอโฟนได้ในตลาดโลก ส่งให้ระบบปฏิบัติการไอโอเอสซึ่งใช้ในไอโฟนกลายเป็นแพลตฟอร์มเบอร์ 3 โดยปริยาย เหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทวิจัยไอดีซี (International Data Corp.) มั่นใจว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (Windows Phone) จะกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกใช้งานในโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลายในช่วง ...

Latest | Administrator | พฤหัสบดี, 31 มีนาคม 2011

อ่านต่อ

กสทเปิดตัวโครงข่าย 3G+ ตั้งเป้าลูกค้าปีน

News image

กสท เปิดตัวบริการโครงข่ายมือถือ 3G ภายใต้ชื่อ "3G+" เริ่มทดลองให้บริการเม.ย.นี้ 500 สถานีฐาน ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ต้นพ.ค. ตั้งเป้าลูกค้ารวมกสทกับพันธมิตรทรูมูฟ สิ้นปีนี้ 3 ล้านราย นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กสท ในฐานะผู้ขายส่งบริการ (โฮลเซลส์) จะเปิดทดลองให้บริการโครงข่ายมือถือระบบ ...

ข่าวผู้บริโภค | smallville | พฤหัสบดี, 31 มีนาคม 2011

อ่านต่อ

ทรูเพิ่มทุนหมื่นล้านลุย 3G

News image

ทรู ประกาศแผนเพิ่มทุน 1.31 หมื่นล้านบาท จากหุ้นคงเหลือที่ยังไม่ได้จัดสรร 6,727,436,752 หุ้น มั่นใจเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินสู่การลงทุนให้บริการ 3G ร่วมกับ กสท และหักชำระหนี้บางส่วน คาดเริ่มเปิดบริการมือถือ TrueMove H สู่ตลาดแมสประมาณไตรมาส 3 นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ...

ข่าวผู้บริโภค | smallville | พฤหัสบดี, 31 มีนาคม 2011

อ่านต่อ

3BB ฟ้อง TT&T ศึกนี้ไร้ผู้ชนะ(Cyber Week

News image

โบราณว่าสงครามไม่เคยปราณีใคร กรณีพิพาทในวงการให้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างคนเคยรัก "ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (3BB)" และ "ทีทีแอนด์ที (TT&T)" ก็ไม่มีใครได้รับความปราณีเช่นกัน วันนี้ลูกค้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 3BB ก็ยังฝังใจกับคำว่าถูกลอยแพในกว่า 20 จังหวัดทั่วไทย ขณะที่ 3BB ก็มีแผลเหวอหวะจากการสูญเสียลูกค้ามากกว่า 150,000 รายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน พร้อมกับ TT&T ที่มีแววหมดตัวต้องควักกระเป๋าจ่าย ...

Latest | smallville | อังคาร, 29 มีนาคม 2011

อ่านต่อ

ตรวจพบกัมมันตภาพรังสีญี่ปุ่นเหนือไทย-จีน

News image

เกียวโดนิวส์/เอเจนเซียอิตาเลีย - สื่อต่างประเทศอ้างคณะกรรมการประสานงานเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์แห่งชาติจีน ระบุพบสารกัมมันตรังสีระดับต่ำในบรรยากาศเหนือจีนและในไทย หลังจากก่อนหน้านี้ทางการไทยตรวจพบมันเทศปนเปื้อนที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น เว็บไซต์อเจนเซียอิตาเลีย รายงานวานนี้(28) ว่าคณะกรรมการประสานงานเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์แห่งชาติจีน ตรวจพบกัมมันตภาพรังสีระดับต่ำในชั้นบรรยากาศเหนือชายทางตะวันออกเฉียงใต้ ของจีนและในประเทศไทย อย่างไรก็ตามสารกัมมันตรังสีที่ตรวจพบในอากาศนั้นอยู่ในระดับต่ำมากและไม่ เป็นภัยต่อสุขภาพ จากการเปิดเผยของคณะกรรมการประสานงานเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์แห่งชาติจีนที่มี ออกมาพร้อมๆกับที่หน่วยงานของไทยตรวจพบมันเทศปนเปื้อนนำเข้าจากอำเภออิบารา กิ ของญี่ปุ่น นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่าพบกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนระดับ ...

ข่าวผู้บริโภค | smallville | อังคาร, 29 มีนาคม 2011

อ่านต่อ

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเรียกร้อง ไทยโพสต์

News image

วันที่ 24 มีนาคม 2554 นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เปิดเผยว่า จากการที่หนังสือพิมพ์หนังสือพิไทยโพสต์ เอ็กซ์-ไซท์ ฉบับ วันที่ 24-25 มีนาคม 2554 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “เหลียวหลังแลหน้า 5 ทศวรรษนิวเคลียร์ไทย อนาคตอยู่ในมือใคร(1)” โดยใช้พื้นที่ในหน้า 3 เต็มหน้า ...

ข่าวผู้บริโภค | smallville | อังคาร, 29 มีนาคม 2011

อ่านต่อ

MORE_IN: Latest, ข่าวผู้บริโภค

ข่าวกิจกรรม

เวทีการประชุมคณะทำงานกลไกภาค โครงการศูนย์ประสานงาน

News image

by doklampu@consumersuratเมื่อวันที่ 5-6 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมาทางคณะทำงานกลไกภาค โครงการศูนย์ประสานงานระดับภาคใต้ โดยเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ มีการจัดการประชุมคณะทำงานกลไกภาค ขึ้นที่ โรงแรมพาวีเลี่ยน อ.เมือง จ. สงขลา โดยได้รับกาสนับสนุนจากสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) โดยมีผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ ประมาณ 30 คน ซึ่งประกอบด้วย โครงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม จ.สุราษฎ์ธานี โครงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจ.พัทลุงโครงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจ.สงขลา โครงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจ.สตูล โครงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจ.ตรังและตัวแทน ...

กิจกรรม | Administrator | พฤหัสบดี, 1 กรกฏาคม 2010

อ่านต่อ

MORE_IN: กิจกรรม

เข้าสู่ระบบ



หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ffc

songkla

csms-01

tci

ntc

Speed Test

speedtest

กำลังออนไลน์

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สถิติการเข้าชมเว็บ

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 56798